Ads

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเพิ่มผลิตภาพสีเขียว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเพิ่มผลิตภาพสีเขียว แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

จุดเน้นของแนวคิดการเพิ่มผลิตภาพสีเขียว (GP’s Triple Focus)

การพัฒนาตามแนวคิด GP จำเป็นต้องมีความตระหนักถึงความสำคัญของ “การพึ่งพาอาศัยกันของ ระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (Interdependency of Economic, Social, and Environmental Systems)” โดยมีจุดเน้นใน 3 ประเด็น ที่เรียกว่า GP’s Triple Focus ได้แก่

1) สิ่งแวดล้อม (Environment) แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน
2) ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) พิจารณาจากปัจจัยนำเข้า (Factor Inputs)
3) คุณภาพ (Quality) ผ่านเสียงสะท้อนจากลูกค้าทั้งต่อสินค้าและบริการ โดยไม่เพียงแต่รับฟังความคิดเห็นของลูกค้าเท่านั้น แต่ทำความเข้าใจสาเหตุและที่มาของความเชื่อ/ความคิดเหล่านั้น และหาแนวทางที่จะพัฒนาสินค้าและบริการให้เกินกว่าความ คาดหมายของลูกค้า โดย Oscar Wilde เคยกล่าวไว้ว่า “Don’t give the people what they want; give them what they never have thought possible.”



GP เป็นการใช้ประโยชน์การจัดการคุณภาพโดยสนับสนุนการใช้ วัตถุดิบที่ใหม่และปลอดภัยกว่า เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการและการ
ผลิต รวมทั้งปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงาน การพัฒนาตามแนวคิด GP ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจทั้งในเรื่องสมรรถนะในการปฏิบัติงานที่ สูงขึ้น และการเพิ่มมูลค่าโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง ทั้งลดการใช้พลังงาน และลดปริมาณของเสีย ดังแนวคิดที่ว่า ผลิตภาพเกิดจาก “การทำให้ดี ขึ้นโดยใช้ให้น้อยลง” (Doing Better with Less) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง GP ส่งผลให้การใช้ทรัพยากร/วัตถุดิบต่างๆ และพลังงานเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดการลดต้นทุนโดยตรงให้กับ ธุรกิจควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างแท้จริง ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า GP เป็น Win-Win situation ระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อมซึ่งสามารถเห็นภาพได้อย่างชัดเจน

นิยามของการเพิ่มผลิตภาพสีเขียว (The Definition of GP)

สำหรับนิยามของ GP อ้างอิงจาก “Handbook on Green Productivity” ซึ่งจัดทำโดย Asian Productivity Organization (APO) ได้ให้คำจำกัดความว่า “Green Productivity is …a strategy for enhancing productivity and environmental performance for overall socio-economic development. It is the application of appropriate techniques, technologies, and management systems to produce environmentally compatible goods and services. Green Productivity can be applied in manufacturing, service, agriculture, and communities.”

จึงสามารถสรุปได้ว่า GP เป็น “ยุทธศาสตร์” เพื่อเสริมสร้าง “สมรรถนะด้านการเพิ่มผลิตภาพและด้าน การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม” โดยการประยุกต์ใช้อย่างถูกต้องจะส่งผลให้เกิด “การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” ในองค์รวมให้ดีขึ้นควบคู่กันไป และช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact) ที่เกิดจาก กิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในองค์กร ตลอดจนจากการผลิตสินค้าและบริการ นอกจากนี้ GP ยังเป็นเครื่องมือที่ประกอบ ไปด้วยเทคนิค เทคโนโลยี และระบบบริหารจัดการต่างๆ ที่เหมาะสมในการสรรค์สร้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตร
ต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการ เกษตรกรรม และ ชุมชนต่างๆ

ทั้งนี้ การดำเนินงานตามแนวคิด GP ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายจำเป็นต้องอาศัยบุคลากรซึ่งมี วิสัยทัศน์เปิดรับการเปลี่ยนแปลงและเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความจำเป็นในการปรับตัวให้ก้าวทันต่อสภาวการณ์ รวมทั้งการดำเนินการตามแนวคิด GP เป็นการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) เพื่อให้ ผลลัพธ์ที่เกิดจากการดำเนินการคงอยู่กับองค์กรอย่างยั่งยืนที่สุด

นิยามและกรอบแนวคิดการเพิ่มผลิตภาพสีเขียว (GP Definition and Approach)

การดำเนินกิจการของสถานประกอบการอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องคำนึงถึงกระบวนการ ปรับปรุงในเชิงธุรกิจและการบริหารจัดการ ซึ่งก่อให้เกิดการลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพเพื่อจะนำไปสู่ผลกำไรสูงสุด ในขณะที่ต้องตระหนักถึงปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยและ สภาพแวดล้อมในการทำงานของบุคลากรภายในสถานประกอบการ ทั้งนี้ เพื่อปรับตัวให้สอดรับกับความต้องการ ของลูกค้าและตลาดที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental-friendly Products) มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความแตกต่างในเชิง นวัตกรรมและจุดแข็งให้แก่ธุรกิจในเวทีโลกด้วย

แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยตามแนวคิดการเพิ่มผลิตภาพสีเขียว (Green Productivity)

โลกของเราทุกวันนี้ ต้องเผชิญกับภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ ทั้งมลภาวะเป็นพิษ ในหลากหลายรูปแบบ ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศเพิ่มปริมาณสูงขึ้นจนก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming) ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจะเห็นได้จากก้อนน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกที่มีปริมาตรลดลงจากการ ละลายด้วยอัตราที่รวดเร็ว ทำให้ปริมาณน้ำทะเลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่มีจำนวนจำกัด มากขึ้น มีแนวโน้มชัดเจนที่ในอนาคตอันใกล้หลายประเทศทั่วโลกจะประสบกับภาวะขาดแคลนน้ำ อาหาร และ พลังงาน ตลอดจนพื้นที่ทำกินที่มีความอุดมสมบูรณ์ก็ลดขนาดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ปัญหาความยากจนที่กระจาย ตัวอยู่ทั่วโลกโดยเฉพาะในทวีปแอฟริกาและเอเชียมีแนวโน้มรุนแรงยิ่งขึ้น สภาวการณ์ที่กล่าวมาเหล่านี้ ล้วน แล้วแต่เป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ทั้งสิ้น “ความตระหนักและมีจิตสำนึกร่วมกันในการแก้ไขปัญหา สิ่งแวดล้อม” จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

ภาคอุตสาหกรรมได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดในฐานะตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้มีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการศึกษาวิเคราะห์เพื่อสรรหาหลักการ แนวคิด วิธีการ รวมทั้งเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพื่อจัดการกับความรุนแรงของปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมซึ่งถือเป็นกลไกหลักที่สนับสนุนการเจริญเติบโตของประเทศ ก็จำเป็นต้องพัฒนาตนเองให้ เจริญก้าวหน้าอย่างมั่งคงและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ดังนั้น “การเพิ่มผลิตภาพสีเขียว (Green
Productivity : GP)” จึงนับว่าเป็นกุญแจดอกหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ นักวิชาการ และ บุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม ในการนำแนวคิดดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เพื่อผลักดัน “การพัฒนา ภาคอุตสาหกรรมให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการจัดการปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน”